คนไทย หนุนใช้อาวุธสังหารอัตโนมัติ ชี้โดรนสำคัญมาก ต่อภารกิจทหาร

ประชาชน 78.47% รู้จักโดรน แต่ไม่เคยใช้ ส่วนกลุ่มที่เคยใช้ จะใช้ถ่ายภาพและบันทึกข้อมูล  ขณะที่ 80.50%  ชี้การใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย เป็นสิ่งสำคัญมาก และเห็นด้วยในการ ใช้อาวุธสังหารอัตโนมัติ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โดรนทางการทหารและความมั่นคง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรู้จักและการใช้โดรนของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 78.47 ระบุว่า รู้จักแต่ไม่เคยใช้ รองลงมา ร้อยละ 13.13 ระบุว่า รู้จักและเคยใช้ และร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่รู้จัก

เมื่อพิจารณาตัวอย่างที่ระบุว่ารู้จักและเคยใช้โดรนในภารกิจต่าง ๆ (จำนวน 172 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.02 ระบุว่า ใช้ถ่ายภาพและบันทึกข้อมูล รองลงมา ร้อยละ 29.07 ระบุว่า ใช้เพื่อการเกษตร ร้อยละ 20.35 ระบุว่า ใช้เพื่อความสนุกสนาน ร้อยละ 4.66 ระบุว่า ใช้เพื่อสำรวจ ตรวจสอบ ร้อยละ 1.16 ระบุว่า ใช้เพื่อภารกิจทางทหารและความมั่นคง และใช้เพื่อการทำแผนที่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.58 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ใช้เพื่อการศึกษา

เมื่อสอบถามเฉพาะผู้ที่ระบุว่ารู้จักโดรน ทั้งที่เคยใช้และไม่เคยใช้โดรน (จำนวน 1,200 หน่วยตัวอย่าง) ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ความสำคัญของการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 80.50 ระบุว่า สำคัญมาก รองลงมา ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ค่อนข้างสำคัญ ร้อยละ 1.50 ระบุว่า ไม่ค่อยสำคัญ ร้อยละ 0.42 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.25 ระบุว่า ไม่สำคัญเลย

ความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 91.08 ระบุว่า เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย รองลงมา ร้อยละ 57.25 ระบุว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ ร้อยละ 51.50 ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการป้องกันภัย ร้อยละ 48.08 ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการโจมตีเป้าหมาย  ร้อยละ 21.50 ระบุว่า เป็นการใช้ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

ร้อยละ 16.42 ระบุว่า ไทยควรผลิตโดรนเองเพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ร้อยละ 4.17 ระบุว่า เป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้จากการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ร้อยละ 3.08 ระบุว่า ไทยอาจต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินไป

ร้อยละ 2.58 ระบุว่า อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จากการล่วงล้ำเขตแดนเพื่อนบ้าน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย ร้อยละ 0.83 ระบุว่า ไม่ใช่การรบแบบสุภาพบุรุษ ร้อยละ 0.58 ระบุว่า ควรนำงบประมาณไปใช้อย่างอื่นดีกว่า และอาจเป็นการละเมิดกฎของสงคราม เช่น การใช้โดรนโจมตีเป้าหมายนอกเขตการสู้รบ เป็นต้น ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.50 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

เมื่อถามถึงการรู้จักระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.50 ระบุว่า ไม่รู้จักเลย รองลงมา ร้อยละ 41.25 ระบุว่า พอรู้จักบ้าง ร้อยละ 10.17 ระบุว่า รู้จักดี และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

ความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้ที่ควรรับผิดชอบในกรณีที่การใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ ในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย เกิดความผิดพลาด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.92 ระบุว่า ผู้บัญชาการกองทัพ รองลงมา ร้อยละ 38.92 ระบุว่า ผู้ควบคุมหน่วยระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ ร้อยละ 26.33 ระบุว่า ผู้นำประเทศ ร้อยละ 24.58 ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ผู้ออกแบบ เขียน Code ป้อนข้อมูล สำหรับระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ ร้อยละ 11.50 ระบุว่า บริษัทผู้ผลิต และ/หรือ จัดจำหน่ายอาวุธ ร้อยละ 10.42 ระบุว่า นักการเมืองผู้ร่วมอนุมัติงบจัดซื้ออาวุธ ร้อยละ 9.00 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 4.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.33 ระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง รองลงมา ร้อยละ 22.42 ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.50 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 11.50 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 2.50 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ.