ทั่วโลกกำลังจับตาไวรัสนิปาห์ กำลังระบาดในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย เป็นเชื้อที่ร้ายแรงกว่าโควิด อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะทาง การรักษายังคงเป็นการประคับประคองตามอาการเท่านั้น
ไวรัสนิปาห์ ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด มันคือ มัจจุราชหน้าเดิม ซ่อนตัวในรัฐเบงกอลตะวันตก มาตั้งแต่ปี 2001 เคยคร่าชีวิตผู้คนในพื้นที่มาแล้ว และตื่นขึ้นมาระบาดอีกในเดือนมกราคม 2569
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางดึกเดือนธันวาคม 2568 หญิงชราคนหนึ่ง ชาวเมืองบาราซาต จากย่านคาซิพารา ถูกหามส่งโรงพยาบาลเอกชน ด้วยอาการไข้สูงและระบบหายใจล้มเหลว ในเวลานั้นแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเพียงปอดอักเสบ กระทั่งเธอเสียชีวิตลง และทิ้งระเบิดเวลาทางชีวภาพ
จากการสืบสวนย้อนหลังพบว่า หญิงรายนี้มีประวัติบริโภค “น้ำตาลอินทผาลัมดิบ” ก่อนจะล้มป่วย เป็นพฤติกรรมเสี่ยงในการรับเชื้อจากค้างคาว ต่อมาในกลางเดือนมกราคม 2569 พยาบาลสองคน ชายหนึ่งและหญิงหนึ่งที่เคยดูแลหญิงชรา เริ่มล้มป่วยด้วยอาการวิกฤต พยาบาลหญิงทรุดหนัก จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและเข้าสู่ภาวะโคม่า
ขณะที่พยาบาลชายอาการเริ่มคงที่ แต่ไม่จบเท่านั้น เพราะมีผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลเพิ่มอีก 3 ราย เป็นหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมมีผู้ติดเชื้อ 5 ราย จนรัฐบาลอินเดียต้องตั้งการ์ดสูง กักตัวผู้มีความเสี่ยง ป้องกันการแพร่ระบาด

ประวัติไวรัสนิปาห์ โชกโชน เคยระบาดประเทศเพื่อนบ้าน
ไวรัสตัวนี้มีประวัติศาสตร์ที่โชกโชน พบครั้งแรกในปี 1998 ในหมู่บ้าน Kampung Sungai Nipah ประเทศมาเลเซีย ระบาดจากค้างคาว มาสู่หมู และจากหมู มาสู่เกษตรกร ต่อมาในปี 1999 เชื้อได้แพร่เข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ ผ่านการนำเข้าหมูจากมาเลเซีย ทำให้พนักงานโรงฆ่าสัตว์ติดเชื้อ 11 ราย เหตุการณ์ครั้งนั้น จบลงด้วยการกำจัดหมูนับล้านตัว
ในปี 2001 ไวรัสนิปาห์ระบาดครั้งแรกในรัฐเบงกอลตะวันตก มีผู้ป่วย 66 ราย เสียชีวิตถึง 45 ราย มีการแพร่เชื้อในวงกว้างภายในโรงพยาบาล จนมาปี 2007 กลับมาระบาดอีกครั้งในเขต Nadia รัฐเบงกอลตะวันตก ครั้งนั้นมีผู้ป่วย 5 ราย และ เสียชีวิตทั้งหมด

ดูเหมือนไวรัสนิปาห์จะหายไป ไม่มีรายงานผู้ป่วย ในรัฐเบงกอลตะวันตก มานานถึง 19 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ ยังคงยืนยันว่าไวรัสนี้ ไม่เคยหายไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่ในประชากรค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นรังโรคตามธรรมชาติ
ค้างคาวไม่ป่วยจากเชื้อไวรัสนี้ แต่มันทำหน้าที่เป็นพาหะธรรมชาติ บินไปไกล พร้อมปล่อยเชื้อลงสู่แหล่งอาหารของมนุษย์ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกลัวที่สุดคือ “การกลายพันธุ์” เพราะไวรัสนี้ สะสมอยู่ในค้างคาวมานานนับพันปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม จนกำเนิด “สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้ง่ายขึ้น” เช่น แพร่ทางอากาศได้ดีขึ้นเหมือนหวัด นั่นอาจหมายถึงหายนะระดับโลกที่รุนแรงกว่าที่เคยเจอ
การระบาดของไวรัสนิปาห์ ในอินเดียขณะนี้ เต็มไปด้วยกระแสข่าวว่า “อินเดียวิกฤต สั่งล็อกดาวน์เมือง” แต่ความจริงแล้วทางการอินเดียไม่ได้สั่งล็อกดาวน์เมือง เหมือนตอนโควิด ระบาด แต่มีมาตรการกักกันโรคแบบมุ่งเป้า ตรวจหาเชื้อในกลุ่มเสี่ยงไปแล้วกว่า 180 ราย และให้กักตัวเฝ้าระวังอาการที่บ้าน เกือบ 100 ราย
หันกลับมาประเทศไทย ถามว่าเคยมีการระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ หรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่เคยมีรายงานการระบาดในคน แต่งานวิจัยในไทยพบว่า “ไวรัสนิปาห์ซ่อนตัวอยู่ในค้างคาวแม่ไก่ของไทยมานานแล้ว” พบทั้งสารพันธุกรรมและแอนตี้บอดี้ในค้างคาวแม่ไก่ในพื้นที่ภาคกลาง ถือว่ามีความเสี่ยง ไม่ควรประมาท

เปรียบเทียบอาการโควิด แตกต่างไวรัสนิปาห์ อย่างไร
หลายคนสงสัยอาการของผู้ติดเชื้อโควิด กับเชื้อไวรัสนิปาห์ แตกต่างกันหรือไม่ ต้องบอกเลยว่า อาการช่วงเริ่มต้นคล้ายกัน จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ไอ และเจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
อาการรุนแรงระยะต่อมา จะมีความแตกต่างอย่างชัดเจน ให้เจ้าไวรัสนิปาห์ จะเน้นโจมตีสมอง ผู้ป่วยมักมีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง จากภาวะสมองอักเสบ มีอาการมึนงง สับสน ซึมลง และอาจเกิดอาการชัก หมดสติ หรือเข้าสู่ภาวะโคม่า ภายใน 24-48 ชั่วโมง
แต่โควิด เน้นโจมตีปอด มีอาการระบบทางเดินหายใจ อาจมีปอดอักเสบ หายใจลำบาก และมีอาการที่พบบ่อย สูญเสียการรับรสหรือกลิ่น
ความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิต จากติดเชื้อไวรัสนิปาห์ มีอัตราป่วยตาย สูงมากอยู่ที่ 40% – 75% หรืออาจสูงถึง 90% ส่วนใหญ่มีอาการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล
เมื่อเปรียบเทียบกับโควิด มีอัตราป่วยตายเฉลี่ยต่ำกว่ามาก ประมาณ 1-3% และผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

สรุปง่ายๆ โควิด แพร่ง่ายแต่ตายยากกว่า ส่วนไวรัสนิปาห์ แพร่ยากกว่าแต่ถ้าติดเชื้อแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตสูงมากและมักมีอาการทางสมอง แม้ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ จะต่ำกว่าโควิด แต่ไม่ควรประมาท
เพราะองค์การอนามัยโลก จัดให้ไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อก่อโรคต้องเฝ้าระวังสูงสุด หากเชื้อนี้ปรับตัว จนแพร่จากคนไปสู่คนได้ดีขึ้น จะเกิดผลกระทบหนักมาก เพราะยังไม่มีวัคซีน ไม่มียาจำเพาะที่ใช้รักษา นี่คือ!! สัญญาณเตือนภัย อย่าการ์ดตกเด็ดขาด ควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในการรักษาสุขอนามัยให้มากที่สุด
ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี