สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ เผย เมษายนนี้ คนไทยมีลุ้นได้ชมดาวหางถึง 2 ดวง “ดาวหางแม็ปส์” ช่วงต้นเดือน และ “ดาวหางแพนสตาร์ส” ช่วงกลางเดือนเป็นต้นไป ขณะนี้ดาวหางทั้งสองดวง กำลังโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ หากเหลือรอดอาจสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2569 จะมีดาวหางที่น่าจับตา และอาจจะสว่างจนมองเห็นด้วยตาเปล่า จำนวน 2 ดวง ได้แก่ ดาวหางแม็ปส์ หรือ C/2026 A1 (MAPS) คาดว่าจะสว่างที่สุดต้นเดือนเมษายนนี้ และ ดาวหางแพนสตาร์ส หรือ C/2025 R3 (PanSTARRS) คาดว่าจะสว่างที่สุดช่วงหลังสงกรานต์

สำหรับดาวหาง C/2026 A1 (MAPS) เป็นดาวหางในกลุ่ม Kreutz sungazer ที่จะเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก และมักจะมีความสว่างมาก จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยจะเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด วันที่ 4 เมษายน 2569 และจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุด ในวันที่ 6 เมษายน 2569 ห่างประมาณ 143.7 ล้านกิโลเมตร คาดว่าจะมีค่าอันดับความสว่างสูงสุดที่แมกนิจูด -4 ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สว่างใกล้เคียงกับดาวหางจื่อจินซาน-แอตลัส
ในปี 2567
ทั้งนี้ ค่าอันดับความสว่างปรากฏ (Apparent Magnitude) เป็นค่าที่บ่งชี้ถึงความสว่างของวัตถุท้องฟ้า เมื่อมองจากโลก ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งสว่าง โดยค่าที่ตาเปล่าของมนุษย์สามารถเริ่มมองเห็นได้ คือประมาณ +6 เช่น ดาวศุกร์ประมาณ -4.5 ดวงจันทร์เต็มดวงประมาณ -12.5 เป็นต้น

ในช่วงที่ดาวหาง เฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ต้องลุ้นว่าจะสามารถรอดพ้นออกมาจากรังสีอันรุนแรงได้หรือไม่ หากรอดมาได้ก็อาจกลายเป็นดาวหางที่สว่างโดดเด่นบนท้องฟ้าในช่วงหัวค่ำหลังวันที่ 4 เมษายนเป็นต้นไป แต่หากดาวหางสลายตัวไป ก็จะจางหายไปในอวกาศ ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้อีก
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับสังเกตการณ์ดาวหางแม็ปส์ คือหลังวันที่ 4 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยเฉพาะวันที่ 6 เมษายน 2569 ในช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นวันที่ดาวหางโคจรเข้าใกล้โลกที่สุด และเพิ่งผ่านตำแหน่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด รวมถึงเริ่มมีมุมปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นได้มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ดาวหางแม็ปส์ มีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ 7.6 และมีแนวโน้มสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตำแหน่งปรากฏทางทิศตะวันตก ช่วงหัวค่ำบริเวณกลุ่มดาวเซตุส (Cetus)
ส่วนดาวหาง C/2025 R3 (PanSTARRS) เป็นดาวหางที่คาดว่า มีต้นกำเนิดจากเมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งเป็นพื้นที่เปลือกนอกสุดของระบบสุริยะที่เต็มไปด้วยวัตถุจำพวกน้ำแข็ง โดยดาวหางแพนสตาร์ส จะเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในวันที่ 19 เมษายน 2569 และจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดวันที่ 26 เมษายน 2569 ห่างประมาณ 73.2 ล้านกิโลเมตร คาดว่าจะมีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ 4 สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในพื้นที่ที่ไร้แสงรบกวน สว่างใกล้เคียงกับดาวหางเลมมอน ในปี 2568
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับสังเกตการณ์ดาวหางแพนสตาร์ส คือระหว่างวันที่ 18-23 เมษายน 2569 ในช่วงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออก โดยเฉพาะวันที่ 19 เมษายน 2569 แม้จะเป็นช่วงที่โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด แต่ก็มีมุมปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ใกล้โลกที่สุดไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เนื่องจากดาวหางขึ้น-ตก พร้อมดวงอาทิตย์ จึงลุ้นชมได้อีกครั้งในวันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ดาวหางจะเปลี่ยนตำแหน่งมาปรากฏในช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันตก โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ดาวหางแพนสตาร์ส มีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ 6.3 และมีแนวโน้มสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตำแหน่งปรากฏทางทิศตะวันออก ช่วงรุ่งเช้าบริเวณกลุ่มดาวม้าปีก
นับเป็นโอกาสดีที่มีดาวหางมาต้อนรับเดือนเมษายนด้วยกันถึง 2 ดวง ซึ่งหากเป็นไปตามที่นักดาราศาสตร์คาดการณ์ ก็จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปรากฏบนท้องฟ้าให้ได้ชื่นชมกัน
มาลุ้นกันว่า ช่วงที่ดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ จะมีความสว่างปรากฏเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหน หรือจะสลายไปกับรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์